Tibetan Mastiff

ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ เป็นอีกสายพันธุ์สุนัขหายากมาก ตัวของมันไม่ว่าจะเป็นขนพองสีน้ำตาลแดง ดูน่าเกรงขามจนเป็นเอกลักษณ์เหนือสุนัขสายพันธุ์อื่น เมื่อประมาณ 5 ปีก่อนมันถูกเปิดตัวด้วยความสง่างามดุจดังราชาของสุนัข ไม่น่าเชื่ออีกไม่กี่ปีต่อมา มันกลับกลายเป็นสุนัขจรจัดดั่งราชาตกบัลลังก์ก็ไม่ผิด เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

การฝึกฝนยากมาก

สุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ สืบเชื้อสายมาจากโบราณแม้ว่าจะมีการผสมพันธุ์มานานแต่เชื้อสายของมันเองก็ยังมีอยู่ กล่าวคือมันเป็นสุนัขสัญชาตญาณดิบ หวงแหนพื้นที่ อาณาเขตสูงมาก ทำให้มันมีนิสัยค่อนข้างดุร้าย หากจะเอามาเลี้ยงในฐานะสัตว์เลี้ยงต้องผ่านการฝึกฝนอย่างดีจากครูฝึก ไม่งั้นมันก็พร้อมจะทำร้ายทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าของมันเอง เราจะเคยได้ยินข่าว ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ทำร้ายผู้คนจนเกิดบาดเจ็บ (นั่นขนาดฝึกมานะ)

ค่าใช้จ่ายสูง

การเลี้ยงสุนัขพันธ์ใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก แค่โกลด์เด้นรีทีฟเวอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม ก็ต้องหมดอาหารเม็ดเป็นกระสอบต่อเดือน หากเราขยับไปเลี้ยง ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ มีน้ำหนักมากถึง 140 กิโลกรัม เอาแค่เรื่องอาหารเดือนหนึ่งก็หมดไปหลายบาท ยังไม่นับค่าใช้จ่ายอื่นอย่าง ค่าอาบน้ำ ค่าตกแต่งขน ค่าวัคซีน ค่าหมอ ค่าห้องแอร์ ค่าของเล่น อีกจิปาถะ ค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้หากไม่รวยจริงก็เลี้ยงยากมาก บางคนเลี้ยงสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้กลายเป็นสุนัขจรจัดไปเพื่อลดค่าใช้จ่ายของตัวเอง

สุนัขโดนคัดทิ้ง

กระแสความต้องการทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ทำให้ร้านสุนัขต่างแข่งกันเพาะพันธุ์สัตว์พันธุ์นี้ออกมาเพื่อเอาไปขาย ตัวหนึ่งมีราคาสูงระดับล้านหยวนก็ยิ่งทำให้แข่งกันเข้าไปอีก อย่างไรก็ตามทิเทบตัน มาสทิฟฟ์ จะขายได้นั้นจะต้องเป็นตัวมีขนสีน้ำตาล หรือ สีแดงเท่านั้น เพราะมันหมายถึงสัญลักษณ์อำนาจของสัตว์ด้วย หากทิเบตัน คลอดใหม่ไม่ได้เป็นสองสีนี้ละจะเป็นอย่างไร คำตอบก็คือมันจะโดนคัดทิ้งดั่งสินค้าตกรุ่น สินค้าไม่ได้คุณภาพนั่นเอง (อ่านแล้วน่าสงสารไหม) เพราะคงไม่มีใครจะซื้อหมาลักษณะไม่ดี แถมค่าใช้จ่ายสูงไปเลี้ยงแน่

ไม่ได้เลี้ยงเพราะรักจริงๆ

เหตุผลสำคัญที่สุด ทำให้ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ กลายเป็นสุนัขจรจัดเลยก็คือ คนเลี้ยงสุนัขตัวนี้ไม่ได้เลี้ยงมาจากความอยากเลี้ยงจริง คนรวยหลายคนอยากเลี้ยงเพราะมองเป็นของเล่นมากกว่า มองว่าเป็นกระแส มองว่าทิเบตัน เป็นเครื่องมือในการแสดงอำนาจความรวยของตัวเอง มองว่าเป็นของที่ต้องมีเพื่อจะได้มีหน้ามีตาในสังคมคนรวยมากกว่า เมื่อกระแสหมดความเห่อ ความต้องการหมดลง สุนัขทิเบตัน มาสทิฟฟ์ก็กลายเป็นสิ่งของถูกทอดทิ้งอย่างนี้เอง